Wipoo's profileS o r A r o Z - C i t yPhotosBlogListsMore Tools Help

Wipoo Kaewruamwong

Location
Interests

S o r A r o Z - C i t y

มีห้องไว้แสดงรูปภาพ ที่ http://soraroz.multiply.com นะครับ ว่างๆแวะไปเยี่ยมกันมั่งน๊า
Photo 1 of 14
February 23

อำลาเบจเพส & Welcome my 26 years old (^_^)

เหมือนทุกๆปีที่ผ่านมา เพียงแต่มันเป็นการครบรอบครั้งที่ 25 เท่านั้นเอง ใช่ครับ วันที่แม่ผมเจ็บที่สุดครั้งที่สองของชีวิต

เบญจเพศกำลังจะผ่านไปอย่างรวดเร็ว พร้อมๆกับการก้าวเข้ามาของปีที่เพิ่มขึ้น

นี่เรา 26 แล้วเหรอ เราทำอะไรไปบ้างเมื่อ 1 ปีที่ผ่านมา เราได้อะไรจากชีวิตเบจเพศที่ผ่านมา

ว่าแล้วก็เลยมานั่งทวนๆความทรงจำของปีที่ผ่านมา

1. ตัวผมเอง ตัวเองโตขึ้น มีมุมมองชีวิตที่มากขึ้น บางทีพอเราโตขึ้นเราก็รู้ว่าเราไปแก้ปัญหาทุกอย่างไม่ได้ เราไปแก้นิสัยของคนที่ไม่คิดจะรับฟังคนอื่นไม่ได้ นิสัยแย่ๆใครเตือนก็ไม่ฟังเพราะไม่เคยสนใจใคน ดังนั้นเมื่อไม่ฟัง ก็ย่อมไม่พร้อมที่จะเปลี่ยนแปลง ดังนั้นผมจึงเลือกที่จะเดินจากคนเหล่านั้นมา หรือคบไว้ก็เท่าที่จำเป็น บางทีเมื่อวันนึงหากสิ่งนั้นมันมีผลกระทบกับชีวิตขึ้นมาจริงๆ ความผิดหวังและเสียใจ คงจะดังพอให้คนที่น่าสงสารเหล่านั้นได้รับฟัง

2. เวลา เมื่อเราโตขึ้น การงานมากขึ้น สังคม และความรักก็เข้ามามีบทบาทในชีวิตมากขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่เวลาต่อวันของเรายังเป็น 24 ชั่วโมงไม่เปลี่ยนแปลง เราคงไม่ปฎิเสธว่า เราให้ความรักสำคัญกว่าเพื่อนและงาน ถ้าเทียบอย่างตรงไปตรงมา แต่บางเวลา มันก็ต้องมีช่องว่าง มีเวลาให้กับส่วนอื่นนอกจากความรักและงาน บางทีเราก็ต้องการอยู่คนเดียวในบางโอกาส เราอยากนอนดูทีวีชิวๆ อยากเล่นเกมส์ อยากออกกำลังกาย หรือแม้แต่อยู่กับเพื่อนที่ไม่ใช่แฟนในบางเวลา เพื่อนใช่ว่าจะมีคนสองคน เดี๋ยวกลุ่มนี้นัด เดี๋ยวกลุ่มโน้นนัด แต่ละกลุ่มก็คือเพื่อนที่เราอยากเจอทั้งนั้น แต่พอถามว่าเราไปเจอเพื่อนโดยไม่เหลียวแลความรักเลยหรือเปล่าก็คงไม่ใช่ เพราะเรากันเวลาส่วนนึงไว้ให้ความรักแล้ว แต่บางครั้งก็มักจะถูกนำมาเปรียบเทียบ เพราะเพื่อนถูกเข้าใจว่าคือคนคนเดียวหรือคือบุคคลกลุ่มเดียว และโดนเหมาว่าให้เวลากับเพื่อนมากกว่าคนรัก แต่เค้าไม่มองกลับกันว่าจริงๆเราอยู่กับเพื่อนไม่กี่ชั่วโมงไม่กี่นาที ที่เหลือก็คือทำงาน    สุดท้ายอธิบายแล้วไม่เข้าใจ เราก็เลยเลือกที่จะนิ่งซะ เพราะอธิบายแล้วก็เหมือนเดิม นิ่งๆให้เค้าคิดกลับกันว่าไปเจอได้โดยไม่ต้องเอาเพื่อนมาเกี่ยวข้องกับไม่ ต้องเจอเลย เค้าต้องการแบบไหนมากกว่ากัน

3. เงิน เป็นสิ่งของที่หายาก ถ้าคิดว่ายาก และหาง่าย ถ้าคิดว่ามันไม่ยาก สำหรับบางคน เงินจำเป็นต่อการดำรงชีวิต แต่บางคนเงินก็ใช้เติมเต็มชีวิตมากกว่าให้ชีวิตอยู่รอด สำหรับผม ผมใช้เมื่อผมมี ผมไม่เก็บเงินทุกบาททุกสตางค์เข้ากระเป๋าแล้วรออายุห้าสิบค่อยมาเปิดใช้ ผมไม่ต้องการแบบนั้น ตลอดปีที่ผ่านมา ผมอยากกินอะไร อยากเที่ยวที่ไหน อยากทำอะไร ผมทำหมดถ้ามันอยู่ในขอบเขตที่ทำแล้วไม่มีใครเดือดร้อน แล้วผมก็รู้สึกว่า มันไม่เหมือนกันหรอก ต่อให้อีกปี อีกสองปี ผมมาเที่ยว ความรู้สึกมันก็จะต่างออกไป เหมือนเวลาคุณไปเที่ยวสวนสัตว์ตอนเด็กๆ กับไปตอนโต โลกกับมุมมองของเรามันทำให้ความรู้สึกเปลี่ยนไป ผมไม่เสียดายเงินที่ไปเที่ยวญี่ปุ่นหรือซื้อกล้อง เพราะมันเติมเต็มประสบการณ์ของผม ผมกินอาหารใหม่ๆ หรือน้ำดื่มแปลกๆ ไปเที่ยวที่ต่างๆ สิ่งเหล่านี้ หาไม่ได้จาก google หรือคำบอกเล่า มันบอกได้ผ่านสัมผัสของเราเองเท่านั้น  ดังนั้น เงินไม่ใช้มันก็บูด ดูจะไม่ใช่ตลกซะทีเดียว แต่ถ้าไม่ใช้ ประสบการณ์ที่เราจะได้จากช่วงเวลานั้น ก็อาจจะบูดไป โดยไม่สามารถกลับไปซื้อมันได้ ไม่ว่าจะมีเงินสักเท่าไหร่

4. ความรัก ในปีที่ผ่านมาผมมองความรักในมุมที่ใจเย็นและปล่อยวางมากขึ้น ผมถือว่าความรักมันคือการให้ เมื่อไหร่ที่คำว่าให้ เปลี่ยนเป็นคำว่าหวงหรือต้องการ เมื่อนั้นผมจะเลิก ... [จากประสบการณ์ที่เพื่อนหลายๆคนมาปรึกษา เพราะเพื่อนๆเหล่านั้นเริ่มมีคำว่า "เลิก" เพิ่มเข้ามาในความคิด ขอร่ายยาวนิ๊สนึง] ผู้หญิงกับผู้ชายมีมุมมองความรักต่างกันที่ว่า ผู้ชายเมื่อมาคบผู้ญิง ก็แค่ต้องการให้ผู้ญิงปฎิบัติกับตัวเองดีเหมือนเดิม แต่ผู้หญิงจะหวังมากขึ้นเรื่อยๆและจะเริ่มรู้สึกเป็นเจ้าของเรามากขึ้น เรื่อยๆ ผู้หญิงมักจะมีมุมมองความรักที่หวังจะให้ผู้ชายทำแบบนั้นแบบนี้ ทั้งๆที่ก็รู้ว่าเป็นไปไม่ได้ แต่พออารมณ์มา ความ ART บังเกิด ก็ไม่สามารถหยุดตัวเองได้และเรียกร้องจะเอาแต่สิ่งที่ต้องการจนทะเลาะกัน 

ความ รักหึงหวง ถ้ามีมากเกินไปก็อาจทำให้ความน่ารักกลายเป็นความน่าเบื่อไปในที่สุด พอผู้ชายบอกว่า เออ ทำแบบนั้นดี ทำแบบนี้ดี ก็จะเริ่มคิดว่าอ๋อ ฉันไม่ดีละสิถึงบอกให้ปรับหรือว่าให้ทำตาม แต่ผู้ชายนั้นไม่ได้คิดอะไรนอกจากแค่ เออ ก็มันดี ลองทำก็ดีนะ มันดีสำหรับคุณ หรือแม้แต่การชมผู้หญิงคนอื่นว่าสวย ก็กลับไปคิดว่าตัวเองนั้นไม่สวย ขอบอกเลยว่าคิดผิดอย่างมหันต์ พวกผู้ชายเราน่ะไม่ชอบเปรียบเทียบหรอกครับ แค่เจอแล้วชอบ ก็บอกว่าชอบ จบแล้ว จะอะไรนักหนา ไม่ได้เจอแล้วอยากเป็นแฟนนี่นา ยังไง ถ้าเขาชมคุณว่าสวยไปแล้ว แต่ให้เจอคนสวยยังไง สำหรับผู้ชาย คุณก็ยังคงสวยอยู่ดี ไม่มีลดลง ไม่มีหายไป มันยังเหมือนเดิมครับ

บาง คนก็เข้าใจว่าความรักคือการที่ต้องห่วงหาอาวรณ์กันทุกวินาที ต้องโทรหาทุกวัน สามเวลา ต้องมาหาทุกอาทิตย์ ต้องให้เวลาแฟนมากกว่าคนอื่นๆ บางที มันก็ต้องพักบ้าง แฟนคือเพื่อนที่รู้ใจ แฟนคือคนที่คุยด้วยแล้วสบายใจ แฟนคือคนที่เราคุยได้ทุกเรื่องโดยเฉพาะเรื่องที่เล่าให้คนอื่นฟังไม่ได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกเวลาของผู้ชายต้องคิดถึงผู้หญิง มันต้องเว้นช่องมี Space และมีระยะห่างบ้าง ให้ได้หายใจหายคอแล้วมันจะคบกันไปได้นาน

ปก ติเคสผู้หญิงขี้หึงที่เพื่อนๆผมเจอนั้น จะไม่มีความคิดในแง่มุมนี้ เธอจะคิดแค่ว่าของๆฉัน ถ้ามีโอกาสแม้สักน้อยนิด ชั้นก็จะไม่ยอมให้เกิดขึ้นและพอมันมากเกินไป จากคนที่ไม่เคยคิดจะมีใคร ก็จะเริ่มอยากมีคนอื่น ไม่ใช่เพราะคนอื่นดีกว่า แต่เพราะผู้ชายทนความหึงหวงนี้ไม่ได้ตะหาก...   

5. อนาคต ผมมองอนาคตไว้สองทางคือ เอาดีในทางที่ตัวเองเดินมา เดินไปเรื่อยๆให้เก่งและแกร่ง แน่นอนว่า พร้อมกับเพื่อนๆพร้อมกับพี่ๆน้องๆ ที่ทำงานมาด้วยกัน เมื่อถึงจุดๆนึงเราก็จะมีกลุ่มคนที่ทำงานด้วยกันและรู้สึกเหมือนเป็นพี่น้อง กันจริงๆ   แต่ในอีกแง่นึงผมก็อยากลองอะไรใหม่ๆ ชีวิตเกิดมามีอะไรให้เราได้ลองได้ทำอีกมากมาย ให้เราได้เจอ ได้เรียนรู้ ดังนั้นคำถามสำคัญที่ผมต้องตอบในอีกไม่นานก็คือ ผมต้องการทำอะไรต่อไปกันแน่...

6. เพื่อน เมื่อโตขึ้น สังคมก็ขยายตัวตาม เพื่อนเก่าก็เจอกันน้อยลง เพื่อนใหม่ก็เจอกันมากขึ้น ผู้คนมากหน้าหลายตาเข้ามาในชีวิตเราเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ บางครั้งเราก็คิดว่า คนคนนี้จะไม่ทำอะไรลับหลังเช่นเดียวกับที่เราไม่ทำกับเขาคนนั้น แต่เราหวังอะไรแบบนั้นจากคนทุกคนไม่ได้ คนร้อยพ่อ พันแม่ เราไม่มีทางรู้ได้เลยจริงๆว่า คนที่เราคบอยู่จะเป็นเช่นไรในอนาคต แต่ก็หวังได้อย่างนึงว่า กับเพื่อนๆ ที่รู้จักกันมา และไม่เคยทำให้เรารู้สึกไม่ดี เพื่อนกลุ่มนี้ มีค่ามากกว่าเพื่อนใหม่ที่จะเข้ามาในชีวิตเรา   บางทีเรารู้สึกว่า เพื่อนกลุ่มนี้เราชอบและมีอะไรดีๆ เราก็แนะนำ แต่หากเราแนะนำไปแล้ว คนคนนั้นไม่พร้อมจะทำรับฟัง ผมก็ทำได้แค่ปล่อยไป เพราะชีวิตเค้าไม่ใช่ชีวิตเรา เราเป็นเพียงคนแนะนำ ไม่ใช่คนบงการ เพื่อนที่ดีจึงเตือนเพื่อน แต่ไม่เข้าไปยุ่งกับชีวิตเพื่อน ถ้าเมื่อใด เจอเพื่อนไม่ดี เราก็แค่ค่อยๆถอยออกห่างจากคนเหล่านั้น เพราะเราไม่อยากรู้สึกแย่กับคนแบบนี้อีกต่อไป ก็แค่นั้นครับ

7. สังคม นับวันก็ยิ่งเสื่อมโทรมลง แต่ไม่ได้จำเป็นว่าเราต้องเสื่อมโทรมตาม กลอุบายที่มีมากขึ้น เราก็เพียงรู้ไว้ เพื่อให้ทันคน มิใช่เพื่อให้เราเป็นส่วนนึงของคนเหล่านั้น คนที่เอาเปรียบคนอื่นไม่มีทางมีความสุขได้ในอนาคตผมเชื่อเช่นนั้น ใครทำเช่นใด ก็ต้องรับผลเช่นนั้น ข่าวยิงกัน ข่มขืน ผิดศีลธรรมดูจะกลายเป็นเรื่องธรรมดา สังคม internet ก็ไม่ต่างไป การละเมิดลิชสิทธื์ก็เช่นกัน ถึงกับมีการตั้งกระทู้ว่า ควรระบุลิขสิทธ์ตัวเองในผลงานรูปที่เอาลงเน็ทมั้ย ........ ถ้ารู้จักเคารพสิทธิส่วนบุคคลนิดนึง คุณจะได้คำตอบโดยไม่ต้องมาตั้งกระทู้แบบนี้ หรือแม้แต่ข่าวของการแจกซิม แล้วถือสิทธิ์ไปกดมือถือคนอื่นเพื่อสั่งให้สมัครเสียงเรียกสาย การสร้างบ้านที่หมกเม็ด การขายของที่มีตำหนิแล้วซ่อนไว้ ลามไปถึงแม้กระทั้งการโพสขายของ การหลอกลวงในรูปแบบต่างๆ จากพ่อค้า ผู้ให้บริการ ผู้ผลิต สังคมทุกวันนี้ มีคนเห็นแก่ตัวมากขึ้นทุกวัน แต่เราคงไปบอกให้คนเหล่านั้นปรับไม่ได้หรอก เราทำได้แค่ปรับตัวเองให้รู้เท่าทันคนเหล่านั้น ศึกษาหาข้อมูล และไม่ปฎิบัติตัวเอาเปรียบคนอื่น เท่านี้ เราก็จะอยู่รอดในสังคมนี้ ต่อไปได้อีกนาน ^^


สุดท้ายนี้ ขอบคุณบุพการีและครอบครัว สำหรับทุกๆวันที่ผ่านมา และกำลังจะก้าวเข้ามา
ขอบคุณเธอ ผู้เป็นกำลังใจให้ตลอดเวลา ขอบคุณที่รับฟังและเข้าใจ
ขอบคุณเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ที่จริงใจให้กันมาตลอดครับ

วิป กับอายุ 26 คงต้องรบกวนทุกคนไปอีก 1 ปี ฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะครับ ^^

January 28

ฉันเกิดมาทำไม ?

คำถามยอดฮิต
 
คำถามที่น่าขบคิด
 
คำถามที่ต้องกลั่นมาจากจิต
 
คำถามสุดสิด ทุกชีวิตได้พบเจอ....
 
 
ตั้งแต่เด็กๆ ผมไม่อยากเป็นอะไรจริงๆสักที
 
เคยมีบอกว่า วิป อยากเป็นหมอไม๊ ได้รักษาคนไข้
 
อยากเป็นวิศวะ เท่ รวย หล่อ (อันหลังสุดนี่ จริง ถึงจริงที่สุด :D )
 
 
 
โตขึ้นมาหน่อย เราก็ชอบไปเล่นเกมส์ในคอมพิวเตอร์ที่ทำงานแม่
 
ก็เลยชอบเข้าไปยุ่งกับเครื่องคอม เล่นโน่น เล่นนี่
 
แต่ตอนแรกยังตัดสินใจไม่ได้ว่า เราจะเป็นหมอหรือวิศวะ
 
ด้วยเหตุผลง่ายๆ ที่ผมไม่ถนัดชีวะ และถนัดคำนวนมากกว่า
 
แต่เอาเข้าจริงๆ ก็ไม่ได้ถนัดอะไรสักอย่าง แค่ทำพอได้ๆ
 
รวมๆกัน มันเลยรอดมาได้
 
 
 
ตอนจะเลือกเข้ามหาลัย แม่กับอาก็อยากให้สอบโควต้า
 
แม่อยากให้เข้าบัญชี แน่นอนเพราะแม่อยู่กระทรวงพาณิชย์ แนะนำลูกๆได้
อาอยากให้เข้ากฎหมายเพราะอาเป็นผู้พิพากษา อยู่สายงานนี้ แนะนำหลานๆได้
 
โควต้าของธรรมศาสตร์ตอนนั้น เลือกสอบได้แค่อย่างเดียว เลยเอาใจแม่
ไปสอบก็อ่านหนังสือไปคร่าวๆ แล้วแม่แนะนำว่า ข้อเขียนควรเป็นแบบไหน
 
สอบมา ก็ได้ แล้วก็ไปสละสิทธิ์ เพราะบอกแม่ว่า ไม่ใช่แนว
 
หลังจากนั้น รู้สึกผิดนิดหน่อย เหมือนไปกั๊ก แย่งที่เพื่อน เพื่อนมันอยากเข้าจะตาย
แต่เราได้กลับไม่เอา ก็ขอโทษมันไป ไม่รู้ทุกวันนี้มันหายโกรธไปรึยัง
 
เข้ามหาลัยมาด้วยโควต้าของ สวมก ที่มหาลัยเกษตร โดยการยื่นคะแนน
 
เหตุผลหลักๆที่เลือกเกษตรเพราะ เราติดแล้ว ขี้เกียจอ่านหนังสือสอบรอบหลัง และใกล้บ้าน
อีกอย่างคือ ไม่ได้อยากเข้าจุฬาขนาดนั้น โอเค มันอาจเป็นค่านิยมของหลายๆที่
แต่ก็นะ เราไม่เห็นต้องนิยมตามเลย
 
เข้ามหาลัยมา คะแนนปีหนึ่งดี เลยได้มาอยู่ภาคคอม
ที่มาอยู่ภาคคอม เพราะเป็นภาคที่รู้สึกไม่ชอบ น้อยที่สุด ฮ่าๆ
 
ก็ไม่ชอบเครื่องกล ไม่ชอบไฟฟ้า ไม่ชอบโยธา ชอบเล่นเกมส์ ตั้งโปรแกรม
 
ดังนั้น คอมคงเป็นอะไรที่ตรงสุดแล้วมั้ง   เห็นมั้ย ยังไม่มีความชอบจริงๆจังๆมาเกี่ยว
แค่หาอะไรที่ตัวเองพอจะทำได้เท่านั้น
 
จบมา ก็ยังไม่รู้ว่าจะทำอะไรดี อืม เรียนคอมมา ถ้าจบแล้วไปทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ทำสวน
 
ทำธุรกิจค้าขายอะไรแบบนั้น
 
ตรูจะเรียนมาทำไม เสียดายความรุ้และเวลา เลยหางานเกี่ยวกับคอม
 
เค้าก็แนะนำบริษัทที่ทำอยู่ สาเหตุที่เข้า หนึ่งเดียวก็เพราะ ที่นี่มีคนเก่ง
 
เพราะถ้าไม่มีคนเก่ง เราก็ไม่มีจุดมุ่งหมายที่จะก้าวไปให้ถึง
 
 
แต่ เข้ามา บางทีเราก็รู้สึกว่า เอ๊ะ บางที เราผ่านงานยากๆมาได้ เราก็รู้สึกดี
 
แต่บางที เราก็รุ้สึกว่า เราชอบงานนี้จริงๆ รึเปล่า ผมเองยังตอบตัวเองไม่ได้เลย
 
ทุกวันนี้ก็ทำให้ดีที่สุด ทำเต็มที่ ไม่มีขาดตกบกพร่องในเรื่องความรับผิดชอบ
 
แต่ถามว่าทุกๆวัน อยากตื่นมาแล้วทำงานมั้ย (คำถามสุดคลาสสิค)
 
ผมคงตอบว่าใช่ ได้ไม่เต็มปากเท่าไหร่นัก
 
บางวัน ตื่นมาแล้วอยากไปทะเล อยู่เงียบๆ อยู่เฉยๆ ปล่อยตัว ปล่อยใจ
 
บางวันตื่นมาแล้วอยากท่องเที่ยว ถ่ายรูป อยากเป็นช่างภาพ
 
บางวันตื่นมาแล้วอยากจัดการแต่งบ้าน สร้างโรงแรม ออกแบบ
 
บางวันตื่นมาแล้วอยากทำงานโครงการหลวง
 
บางวัน รู้สึกอยากเป็นวิศวกรนาซ่า สร้างยานอวกาศ คงน่าภูมิใจ
 
บางวัน อยากเป็นทีมสร้าง Final Fantasy คงจะรู้สึกดีไม่น้อย
 
บางวัน อยากเป็น กราฟฟิค ดีไซน์ ในงานฮอลลีวู๊ดเจ๋งๆ แบบ Matrix, Transformer
 
นั่นแหละครับ ความอยากในแต่ละวันเปลี่ยนไปเรื่อยๆ
 
 
ทุกวันนี้ คำถามของผม ก็ยังไม่ได้รับคำตอบ
 
แต่โลกยังคงหมุน ผมยังคงต้องทำงานที่ทำอยู่
 
สุดท้ายมันอาจจะเป็นคำตอบของผมก็ได้ หากวันนึงผมรู้ว่าผมชอบงานนี้จริงๆ
 
หรือมันอาจจะไม่ใช่ คงไม่มีใครรู้ นอกจากตัวผม ในวันที่ผมตอบตัวเองได้
 
ว่าผมเกิดมาทำไม ?
January 09

That's Me !!! - 10 Years ago and more

ไม่รู้ทำไม ดึกๆ แล้วมีความคิดอยากเขียนขึ้นมาทุกที
 
หลับไปตอนราวๆ ห้าทุ่ม แล้วก็ตื่นมาใหม่ เง้อ >.<
 
 
นึกถึงสมัยอดีตแล้วบางทีเราก็ขำกับสิ่งทีเราทำลงไปนะ
หรือสิ่งตลกๆ ที่เกิดขึ้นกับเรา เลยเอามาเล่าสู่กันฟัง
 
 
 
ดอกไม้วันไหว้ครู
 
เมื่อประมาณ ม.3 ผมเริ่มชอบผู้หญิงคนนึง ผมอยู่แผนวิทย์ เธออยู่แผนศิลป์
จริงๆ ผมรู้จักเธอมาก่อนนานแล้วล่ะ ตั้งแต่สมัยก่อนสอบเข้าที่สามเสนซะอีก
แต่ตอนนั้น เรามุ่งแต่เรียนว่าต้องสอบเข้าให้ได้ ตอนสอบคิดว่าจะไม่ติดซะแล้ว
แต่ผลออกมา ทำไมตรูไปอยู่ห้องคิงฟระ -*-
 
วันครูของ ม.3 นั้น ผมกำลังถือกุหลาบไปให้อาจารย์วิชาภาษาอังกฤษ
ผมกำลังจะเดินขึ้นบันได และเธอกำลังเดินลงมา
 
จู่ๆ ผมก็ยื่นดอกไม้ ที่จะเอาไปให้ครู ให้เธอไปซะงั้น
เธอก็งงๆ ยิ้มเขินๆ แล้วก็รีบเดินไป ผมเองตอนนั้นก็งงๆ
เออ กรูทำอะไรลงไปฟระ อ้าวซวยละ เป็นตัวแทนเอาดอกไม้มาให้ครู
แต่ดอกไม้ไปอยู่ในมือเธอแล้ว -*-
 
สุดท้าย ก็เข้าไปกราบอาจารย์งามๆ ได้ความเอ็นดู + ได้เนียนให้ดอกไม้ด้วย
แต่นึกแล้วก็ยังขำ ตรูทำไปได้ ให้ดอกไม้สาวในวันไหว้ครู >.<
 
 
 
แก๊งลูกบาสทวงหนี้
 
สมัยอยู่มัธยมนั้น ผมกับลูกบาสห่างกันไม่เกิน 24 ชังโมงครับ
ตอนเด็กๆ ตัวผมติ๊กนึง เท่าขี้หมา แต่เล่นบาสมาตั้งแต่ ม 1 ยัน ม 6 ตัวก็โตขึ้นเรื่อยๆ
ดังนั้น ยืนยันได้ว่า เล่นกีฬาเยอะๆ โดดมากๆ ตัวก็จะสูงนะครับ
 
สมัยนั้น SPALDING ถือเป็นลูกบาสที่ดีที่สุดที่หาได้ในตลาดตอนนั้น
ราคาของลูกบาสคือ 1290 บาท ครับ ลองคิดย้อนไปสิ ว่ามันเยอะขนาดไหน สมัยนั้น
แน่นอนว่า ผมเอง ถ้าจะเอาอะไรก็มักจะไม่เคยพลาดสิ่งนั้น เก็บเงินไม่กี่เดือน
ลูกบาสตัวอักษรสีทอง หนังนุ่ม ก็มาอยู่ในมือของผมเรียบร้อย
 
จริงๆมันเป็นลูกที่เอาไว้เล่น indoor ตรูเอามาเล่นมั่วหมด outdoor indoor
เรื่องของเรื่องก็คือ ระหว่างที่เล่นกันอยู่ มีเด็กที่เล่นด้วยคนนึง นึกพิเรน
เอาลูกบาสผมขว้างไปนอกกรง ของสนามบาส ลูกบอลกระเด็นไปโดนขอบกระจกรถ
และเด้งไปอีกไกล ผลจากการปาครั้งนั้น ทำให้ลูกบาสรั่ว !!!! คิดในใจ 1290 บาททำไมมันห่วยจังวะ
 
จากนั้น ผมก็ไตร่ตรองแล้วว่า ผมต้องได้ลูกบาสใหม่ และแน่นอน ไอ้เด็กคนนั้นต้องรับผิดชอบ
แต่ประเมินแล้วว่า เด็กแบบนี้ มีเงินไม่กี่บาท และถ้าให้ไปขอผู้ใหญ่ เด๋วเรื่องจะใหญ่โต
ก็เลยให้เด็กเอาเงินมาใช้ วันละ 20 บาท หลังจากนั้น ก็เหมือนการทวงหนี้ คอยทวงหนี้เรื่อยๆ
จนในที่สุด เด็กก็เอาเงินเก็บมาให้ (คงทนเจ้าหนี้รายนี้ไม่ไหว) แต่ระหว่างการทวงนั้น
เราเองก็ลำบากใจ ใจนึงก็จะช่างมัน เงินเด๋วก็หาใหม่ได้ แต่อีกใจ ก็ไม่อยากปล่อยไป
เพราะรู้สึกว่า ยังไงเด็กก็ต้องรับผิดชอบ
 
มานึกตอนนี้ก็ขำ เรากลายเป็นคนทวงหนี้เด็กไปซะงั้น เข้าใจเลยว่ามันน่าเบื่อขนาดไหน
นอกจากน่าเบื่อแล้ว อีกใจก็ไม่สบายใจด้วย คิดดู ไปทวงเงินเด็ก - -"
ปัจจุบัน เพื่อนยืมเงินไป ผมก็บอก เฮ้ยไม่จำนะ แกมีก็เอามาคืนละกัน เท่าไหร่ก็ตามนั้น จำเองนะ
หรือเพื่อนทำเกมพัง เราก็เอาเกมไปโยนถังขยะ แต่เพื่อนกลับเกรงใจซื้อเกมส์มาคืนให้ คิดๆดู เราก็โชคดีที่มีเพื่อนดี
 
อยากรู้เหมือนกัน ว่าถ้าตอนนั้นผมไม่เป็นเจ้าหนี้ทวงตังค์ เด็กคนนั้นจะรับผิดชอบยังไงกันน๊า ...
 
 
 
อันธพาลครองโรงเรียน
 
สมัย ม2 ม3 เราเองก็เริ่มตัวใหญ่ขึ้นบ้าง
 
บางทีเดินก็ไม่ระวัง ไปโดนคนโน้น คนนี้ แต่ปกติ เวลาเดินชนกันก็จะขอโทษ
 
วันนั้น ไม่รู้ว่าทำไมต้องไปเดินสวนเด็กเจ้ากรรมคนนั้นด้วย
 
เที่ยงวันนั้น หน้าโรงอาหาร เราก็เดินไปทานข้าว
 
จะเดินไปหาเพื่อนละ แต่ดันเดินสวนแล้วก็ไปกระแทกกันกะไอ้เด็กนั่น เราก็มองหน้า มันก็มองหน้า เราก็บอกว่า มีอะไรมั้ย
 
เด็กมันก็มองหน้าแล้วจากไป ... เราก็ งง เออ ตกลงเอาไงวะ
 
หลังจากนั้น...
 
ประมาณ 5 โมงเย็น
 
ก็มีประกาศจากทางโรงเรียน ให้ผมเข้าไปผบ รองผู้อำนวยการ
 
ด้วยสาเหตุที่ว่า ผมทำตัวเป็นอันธพาล !!! เฮ้ยไรวะเนี่ยยย 
 
และที่สำคัญคือ ..............
 
เด็กห้องเรียนดี ทำตัวเป็นอันธพาล ... เข้ แม้จะไม่เกี่ยว แต่สุดท้ายมันก็เกี่ยว -*-
 
โทษหนักเป็นสองเท่าซะงั้น (- -")
 
เข้าไปหารอง ผอ. เจอไอ้เด็กนรกนั่นทำตาเว้าวอนกับพวกผู้ใหญ่ หมั่นใส้มากๆ
 
น่าเดินไปตบกะโหลกจริงๆ รู้งี้ตอนนั้นจัดไปซะดอกก็ดี ไหนๆจะโดนข้อหานี้แล้วก็ 555
 
ตอนนั้นมันแค้นใจมาก คือ ทำไมอ่ะ ยังไม่ทันทำอะไรเลย มีอะไรไม่คุยตรงนั้นวะ
 
มาฟ้องผู้ใหญ่ เมิงตุ๊ดป่าวเนี่ย แสรดด อย่างโกรธอ่ะ
 
สรุปก็คือ โดนตักเตือน แต่ไม่โดนเรียกผู้ปกครอง รอดตัวไป
 
กลับมาที่ห้อง ซวยอีกชั้น เพื่อนๆ หาว่าข้าพเจ้าเป็นอันธพาล
 
ต้องไปอธิบายกับอาจารย์ที่ปรึกษาและเพื่อนๆอีกนานกว่าจะเข้าใจ
 
มานึกถึงแล้วก็ตลกดี เออ อยู่ดีๆก็เป็นอันธพาลได้นะเราเนี่ย เฮ้อ
 
 
------------------------------------------------------------------------------------
 
อดีตกับเจ้าของ มันเป็นสิ่งที่อยู่คู่กันมาครับ อยู่มาตลอดแม้ว่าเราจะตายจากมันไป
ดีหรือไม่ มันอยู่ที่มุมมองของเราแหละครับ
ผมเลือกที่จะมองให้มันสนุก มองให้มันขำ
เพราะไม่ว่ายังไง สุดท้ายแล้วคนที่ต้องอยู่กับอดีตเหล่านี้ก็คือตัวของเจ้าของอดีตเองน่ะแหละ
ดังนั้น อดีตของคุณ ก็ขึ้นอยู่กับคุณครับ
คุณเลือกได้ ว่าอยากอยู่กับอดีตแบบไหน
 
ขอบคุณครับ ^^
 
 
August 21

โรงอาหารมหาลัย

นานเท่าไหร่แล้วนะ ที่ผมไม่ได้กินข้าวโรงอาหารของนักศึกษารสชาดที่อร่อยถูกใจ แปรผันต่างโดยสิ้นเชิงกับราคาที่ถูกแสนถูก ผมห่างจากสิ่งของพวกนี้ไปนานขนาดไหน ผมเองก็แทบจะจำไม่ได้แล้ว เมื่อได้กลับเข้ามาอีกครั้ง เราก็หวนนึกถึงช่วงเวลาที่มีความสุข เมื่อเรายังไม่ต้องรับรู้ถึงโลกที่จะต้องเจอเมื่อเราก้าวออกมาเผชิญกับโลกของความเป็นจริง

 

ราคาของสินค้า มักแปรตามค่าครองชีพของผู้คนในแถวนั้นๆ เงินเดือนของผู้รักษาความปลอดภัย ตกเดือนนึงได้เพียง 2700 บาทถ้วนๆ ไม่มีโบนัส ไม่มีเลี้ยงข้าว ไม่มีอะไรเลย ถ้าผู้รักษาความปลอดภัยนี้ มาทำงานแถวสาทร ด้วยเงินเดือนเท่านี้ คาดว่าคงมีชีวิตรอดได้ แต่ไม่มีเงินเก็บเลยแม้แต่บาทเดียว คิดง่ายๆ เดือนหนึ่ง มีสามสิบวัน ก็ประมาณการใช้เงินได้ว่าตกวันละประมาณ 90 บาทวันนึง แค่มื้อเช้ามื้อเดียว ข้าว ไข่เจียว และกับข้าวสองอย่าง ก็ 40บาทแล้ว สองมื้อ ก็แทบจะไม่มีกินแล้วสำหรับเงินเพียง 90 บาทต่อวัน เทียบกับมหาลัยทั่วไป ข้าวมื้อละ 25 บาท กินสามมื้อเนียนๆ ก็ยังมีเงินเหลือ 15 บาทไว้เติมความสุขได้อีก   การแปรผันทั้งหลายทั้งปวง เกิดจากสิ่งที่เรียกว่า ความเห็นแก่ตัว เห็นคนมีเงินเยอะ ร้านค้าก็เร่งตัวเองขึ้นไปเรื่อยเพราะเชื่อว่าคนเหล่านั้นสามารถจ่ายได้ แต่สำหรับคนแถวนั้น ที่มีรายได้ต่ำ ชีวิตของพวกเขาก็ไม่ต่างอะไรกับมดในโพรงไม้เล็กๆ เมื่อน้ำขึ้นมาจนล้นรังแล้ว ก็คงต้องจากรังไป สู่ที่ใหม่ ที่จะสามารถตั้งรกรากได้ด้วยความมั่นใจ

 

ในมหาลัย เราวัดความสามารถของคนจากสิ่งที่เขาทำได้ตรงไปตรงมา วัดสิ่งที่เขาเขียนลงไปในข้อสอบ วัดหลอดไฟที่สว่างเมื่อวงจรถูกต่อได้ครบและถูกต้องโดยไม่มีเรื่องจุกจิกมาเกี่ยวข้อง แต่ชีวิตเหนือมหาลัย ความสามารถไม่ใช่สิ่งที่ถูกวัดได้จากสิ่งที่เราทำ เราอาจทำได้ เรารู้ว่าเราได้ทำ แต่เราอาจไม่ได้รับในสิ่งที่เราทำก็ได้ บางครั้งความผิดที่ไม่ได้เกิดจากเราก็ถูกโอนมาให้ในเวลาที่เราไม่อยู่เพื่อต่อสู้กับข้อกล่าวหาเหล่านั้น มนุษย์เรามีกลไกในการปกป้องตัวเองและพวกพ้อง พวกใครก็ต้องป้องกันกันไป ใครไม่ใช่พวกก็โยนความผิดมาให้อย่างไม่แยแส สุดท้ายถ้าเราสังคมที่เราอยู่มันแก้ไขที่คนไม่ได้และแม้แต่จะแก้เราเองให้บอกว่าถูกเป็นผิดตามคนเหล่านั้น เราก็คงทำไม่ได้ ท้ายสุดเราก็คงจะต้องมองหาที่ที่เราจะสุขใจกว่า และสามารถทำสิ่งที่ตัวเองรู้ว่ามันจะได้รับการสำรวจและตรวจสอบอย่างยุติธรรม

 

อย่างไรก็ดีสังคมแบบนี้ ผู้คนแบบนี้ ก็คือสังคมที่เราทุกคนกำลังเดินอยู่ สังคมที่เราต้องเข้าไปวนเวียน สังคมที่แม้เราอยากจะหนีออกมาก็ทำไม่ได้ เพราะเราเองก็เป็นส่วนนึงของสังคมมนั้น สิ่งที่ทำได้ ก็คือทำใจให้มองอะไรเป็นเรื่องตลก เรื่องขำๆ เพราะมันเป็นธรรมดาของโลก มันเป็นแบบนี้นี่เอง เคยได้ยินภาษิตขำๆ จากพี่ๆว่า พยายามทำตัวให้เหมือนดั่งภูผา อย่าไปหวั่นไหวเพราะแค่เสียงหมาตดเลย :D

 

มหาลัยมักบอกให้เราคิดให้มาก คิดในสิ่งที่ดี คิดให้เยอะ และมองอะไรในสิ่งที่ถูกที่ควร กับข้าวและราคาในโรงอาหารก็เป็นเหมือนด้ายเล็กๆ ที่คอยดึงคนเอาไว้ให้อยู่ในความดีเหล่านั้น ราคาของข้าวที่ไม่แพง น้ำเหยือกละไม่เกินสิบบาท เป็นเหมือนไม้แบนๆ ที่คอยเกลี่ยกิเลสด้านเงินทองให้เบาบางและน้อยลง เราไม่ต้องใช้เงินมากมายเพื่อให้ได้อาหารที่พอเพียง เราไม่ต้องใช้เงินถึงห้าสิบ หกสิบ เพื่อให้ได้กับข้าวสองอย่างและข้าวอีกหยิบมือนึง เมื่อความต้องการไม่มี ความละโมภก็ไม่มา ปัญญาก็บังเกิด

 

บางที ถ้าโรงอาหารในมหาลัยกระจายอยู่ทั่วประเทศได้ ชีวิตของคนในสังคมนี้ คงได้รู้จักกับคำว่าพอเพียงมากกว่าที่เป็นอยู่   ก็เป็นได้

 

 

August 08

08.08.08

 
 
วันที่ เลข 8 ครบทั้งสามตัว
 
แม้ไม่ได้เจอหน้าคนที่เรารัก
 
แต่รู้ว่า หัวใจ เราอยู่ใกล้กัน
 
 
.....
 
 
 
January 11

โลกเน่าๆ สังคมเน่าๆ กับความดีที่ยังเหลืออยู่

เมื่อไม่กี่วันคืนที่ผ่านมา

เมื่อไม่กี่เพลา ที่ผ่านไป

เมื่อไม่กี่คำพูดที่ได้สดับไว้

เมื่อต้องเข้า สู่โลก ที่แสนดำ



วัยเด็ก ที่การแก่งแย่งชิงดี ดูเหมือนนิยาย คล้ายละครหลังข่าว เมื่อเราก้าวเข้าสู่โลกของความเป็นจริง สิ่งนั้นกลับยิ่งค่อยๆกระเถิบตัว หนีห่างออกจากเรื่องเล่าแสนสนุก

ขยับ....เข้ามาเป็นความจริง

ก้าวท้าวที่กำลังมุ่งไปสู่รถตู้ คนนึง กำลังมุ่งเพื่อรีบเร่งไปให้ัทันกับการเข้างานเช้านี้ของเขา
เขาสายแล้ว และรถคันนั้นยังจอดรอเขาอยู่ ...
คนขับชู 1 นิ้วบ่งบอกให้รู้ถึงจำนวนที่นั่งที่ยังเหลืออยู่

ฮ้า... อย่างน้อยก็ยังทันนะ

เพียงชั่ววูบความคิดนั้น ร่างเล็กๆ ดูบอบบางและดูไม่น่าจะอันตรายต่อผู้ใด วิ่งแซงเขาไปยังรถตู้คันนั้น ขึ้นไป และนั่งก้มหน้าก้มตา แสดงอาการบ่งบอกได้อย่างชัดเจนถึงความรู้สึกอับอายไม่กล้าสู้หน้าคนที่ตนเองพึ่งแซงมา

เธอจะรู้บ้างไหมนะ.... ว่าการกระทำของเธอนั้นแหละ ที่น่าอายกว่าเป็นสิบเท่า ....

----------------------*************************************

โทรศัพท์สายด่วนดังเข้ามาหาเขาตอนเช้าวันนึง  เช้านั้นดูเหมือนเช้าทั่วๆไป หากแต่เพราะเขากำลังเซ็งเพราะเป็นเช้าที่เขาเปิดเช็คจดหมายของตนเอง และพบว่า มีการให้ปรับปรุงงานที่ไม่เคยมีคำอธิบายถึงจุดมุ่งหมาย และผลลัพธ์ของมัน

ความร้อนรน ความไม่สบายใจ เป็นสิ่งที่สามารถสัมผัสได้จากน้ำเสียงที่ดังออกมาจากหูโทรศัพท์ของเขา เนื่องจากมีคนใหญ่โตคนนึง ทำให้เรื่องไม่เป็นเรื่องใหญ่โตขึ้นมา
โดยคิดแค่ว่า คนอื่นควรจะทำให้ถูกต้อง แต่หาได้มองกลับไปที่คนของตัวเองไม่

เสียงในโทรศัพท์นั้น  ปนไปด้วยความกังวล ยิ่งทำให้เขากังวลหนักขึ้นไปอีก
เขาจะทำอย่างไรให้ทุกคนพอใจดีหนอ ทำอย่างไรให้คนที่ดูแลเขาอยู่สบายใจ
ทำอย่างไร ให้งานหลายๆงานที่เขาถืออยู่ เดินไปได้พร้อมๆกัน

แ้ล้วเขาก็เริ่มยิ้ม ....แล้วคิด

.. นี่น่ะเหรอ โลกของเมืองกรุง นี่สินะ โลกแห่งความเป็นจริง
ทุกคนไม่ได้หยุดอยู่กับที่ ทุกคนวิ่งแข่งกัน เพียงเพื่อตัวเอง เพียงเพื่อให้รอดอยู่ได้ในสังคมเน่าๆแห่งนี้

ถ้าอยากจะอยู่ในที่นี้ให้รอด....
เขาก็คงต้องแข่งเหมือนกันสินะ เขาคงต้องแย่งสิ่งที่คนอื่นแย่งไปจากเขาไป เหมือนที่เขาเองก็โดนกระทำมา




แต่แล้ว.....เขาก็เริ่มเปลี่ยนความคิด

ไม่ !

ไม่ใช่ฉันแน่นอน ไม่ใช่ฉัน ที่ถูกสังคมนี้กลืนกินไปอีกคน

ฉันไม่แย่ง ไม่แข่งขัน ฉันแค่เพียงดำเนินตามทางที่ฉันถูกสอนมา
ฉันถูกสอนมาให้ทำหน้าที่ของตนเองให้ดีที่สุด และไม่เดือดร้อนกับคนอื่น
ถูกสอนมา ให้รู้จักให้ และรู้จักความพอเพียง
ฉันไม่ขี้ฟ้อง ไม่้อวดอ้าง และไม่เอาเปรียบผู้ใด

ฉัน....จะไม่โอนอ่อนและถูกกลืนไปกับสังคม
ยังมีคนที่ดีกับฉันอีกมากมาย  มีคน...ที่พร้อมจะให้โดยไม่้หวังซึ่งสิ่งตอบแทน

แน่นอนว่า
ฉันเจ็บได้ ฉันถูกผู้คนทำให้เจ็บได้เสมอ .เพียงแต่ครั้งนี้ฉันจะจำ และจะไม่ยอมถูกคนเหล่านั้นทำซ้ำอีกเป็นครั้งที่สอง
น้ำใจที่ฉันหยิบยื่นให้กับคนอื่น จะไม่กระเด็นแม้สักนิดไปยังคนเหล่านั้น
เขายิ้ม และก้าวเดินไปในโลกที่แสนจะเน่าใบเดิมๆ

----------------------*************************************

เท้าที่ก้าวลงจากรถเมล์ ถูกกดลงด้วยส้นสูงยาวสองนิ้ว กลิ่นน้ำหอมฟุ้งที่หน้่าของหล่อนปะทะที่หน้าของเธอเข้าอย่างจัง

เจ็บ .... นั่นเป็นความรู้สึกที่เธอนิยามได้ในตอนนั้น
แต่....เจ็บใจ เป็นนิยามต่อมาที่เธอรู้สึกได้อย่างชัดเจน

เจ้าของส้นสูงคู่นั้น หันกลับมามองที่เท้าของเธอ
ซึ่งบัดนี้ มันถลอกจนเห็นเลือดไหลออกมาซิบๆ
แล้วก็.....หันกลับไป

แม้เพียงคำว่าขอโทษ หรือการพยักหน้าเพียงน้อยนิด ก็หาได้หลุดมาจากใบหน้าอันงดงามของหล่อนไม่ ..... ไม่เลยแม้แต่น้อย
หล่อนเดินจากไป พร้อมกับทิ้งให้เธอต้องนั่งซับเลือดและมองตามไป ด้วยไม่เชื่อสา่ยตาว่า
คนที่มีรูปงามนั้น หาได้งามไปถึงจิตใจเลยไม่ หากแต่งามได้แค่เีพียงเปลือกที่หุ้มอยู่เท่านั้น

เสียงวิ่งข้างหลังของเธอ ทำให้เธอต้องหันกลับไป
สิ่งแรกที่เธอเห็นนั้น หาใช่ใบหน้าของเจ้าของเสียง แต่กลับเป็นพลาสเตอร์ยา
พร้อมกับเสียงของความเป็นห่วงเป็นใย

มาพร้อม....กับทำให้เธอรู้สึกว่า
สังคมนี้ ยังไม่สิ้นหวังเสียทีเดียว

ยังมีความดีหลงเหลืออยู่ และอยู่ที่ตรงหน้าของเธอนั่นแหละ
แม้เจ้าของของเสียง จะไม่ได้สละสลวยเหมือนแม่ส้นสูงแสนงามคนนั้น
แต่เธอก็รู้สึกถึงความงามอันยิ่งใหญ่ ที่ซ่อนอยู่ในเปลือกที่แสนจะดูธรรมดา
และรู้สึกว่า อย่างน้อย ก็ยังมีสิ่งดีๆของผู้คนในสังคม เป็นกำลังให้เธอสู้ต่อไปจนหมดวัน...

----------------------*************************************

ผู้คน มักโทษตัวเองว่า เพราะสังคม ฉันจึงต้องเห็นแก่ตัว
เพราะสังคม ฉันถึงต้องทำสิ่งที่ไม่สมควร และไม่น่าให้อภัย
เพียงเพราะเขาเหล่านั้น ไม่มองกลับไปยังจุดเริ่มต้นของตัวเอง
ไม่มีใครเลย ทำให้เขาแย่ ยกเว้นตัวเขาเอง
เพราะเขาคิดถึงแต่ตัว คิดถึงแต่ของตัวเอง และมีแต่ตัวเองอย่างเดียว

โลกเน่าๆ สังคมเน่าๆ จึงเป็นแค่คำนิยาม ของผู้คนที่เสียใจ
จากผู้คนในสังคมที่เขาอยู่ร่วมทุกวัน.....
December 11

ก้าวหนึ่ง

เขากำลังจะก้าว
ในมือของเขามีรูปถ่ายใบหนึ่ง และข้อความตัวสีแดงเลือนๆบนรูปใบนั้น

ภาพ.......ในวันนั้นก็ลอยเข้ามา

สีแดงแสดของผ้าพันขอผืนนั้น ปรากฎเด่นชัดขึ้นในความทรงจำ
มันถูกคล้องอยู่ที่คอของผู้หญิงคนนึง  พร้อมกับคำพูดบางคำที่เธอบอกกับเขา
ใครกันหนอ .... เขาพยายามนึก แต่ก็ได้กลับมาเพียงความว่างเปล่า
ใครกันนะ  แม้เขาจะนึกไม่ออก แต่ก็รู้สึกอบอุ่นในหัวใจ

เบื้องล่างของเขา มีผู้คนมากมาย
รถตำรวจและรถดับเพลิงรายล้อมอยู่เต็มไปหมด
แต่นั้น ไม่ได้ดึงดูดความสนใจของเขาเท่ากับเป้าหมายที่เขามุ่งที่จะทำมัน
เขาคิดดีแล้ว เขาตัดสินใจแล้ว และเขาพร้อมแล้ว ที่จะก้าวเท้าออกไป

อากาศเบาหวิว

ลมที่ผ่านรอบตัวของเขาวิ่งผ่านราวกับเอาพัดลมมาเป่ารอบทิศทาง
อา มันรู้สึกแบบนี้นี่เอง
เขาเคยลองทำที่บ้านหลายครั้ง แต่ก็ต้องมีอันล้มเลิกเนื่องจากผู้หญิงคนนันมาพบ และสั่งห้ามไม่ให้ทำอีก
แต่วันนี้ ไม่มีอะไรมาหยุดเขาได้แล้ว
ลมผ่านตัวเขาไปเรื่อยๆ เรื่อยๆ

และหยุดลง ....
เสียงกรี๊ดร้องของหวอตำีรวจและผู้คนสงบลง
พร้อมกับเสียงดังก้องขึ้น


.............


แล้วเขาก็ทำได้ครับท่านผู้ชม !!!

การเดินผ่านตึกระฟ้าบนเชือกเพียงเส้นเดียว
เขาทำมันสำเร็จแล้ว ขอเสียงตบมือด้วยครับ....

เขาหยิบรูปขึ้นดู
รูปของแม่เขาในชุดนอน มีผ้าพันขอสีแสดใส่อยู่
พร้อมกับข้อความตัวเล็กๆ เขียนว่า
"ถ้าลูกจะทำมัน แม่ก็จะเป็นกำลังให้"
เขายิ้ม และรีบวิ่งลงตึกไปหาแม่ของเขาที่ยืนร้องไห้อยู่เบื้องล่าง ......^^
December 07

M*M

 
 
                     "ถ้าจะมีวันที่ผมอยากจะหนีทุกๆอย่างไปนอนเงียบๆ
 
                                             วันนี้คงเป็นอีกวันนึงในนั้น"
October 30

เหนื่อยจัง ...

เหนื่อย
 
เพราะงานมากมาย
 
ปัญหามากหลาย
 
ชีวิตวุ่นวาย
 
และเวลานอนหายไป
 
 
แต่
 
เด๋วมันก็คงดีขึ้น
 
ขอบคุณทุกๆคน ที่คอยให้กำลังใจ
 
และอยู่เคียงข้างกันน๊า >.<
 
 
 
October 17

ผืนนา ศรัทธา และรูปถ่าย

 

ซันนี่ นั่งมองระเบียงอยู่ด้วยความกังวลใจ
"พรุ่งนี้แหละ มันกำลังจะมาถึงแล้วจริงๆ"
 
มันเป็นความจริงที่ ทุกๆเช้า ชายหนุ่มผู้รักสันโดษคนนึง จะตื่นขึ้นมาแล้วเฝ้ารอเรื่องราวที่ไม่เคยเกิดขึ้นจริง
สำหรับซันนี่ ทุกๆวันที่ผ่านไป เหมือนกับรอยบาดแผลที่ค่อยๆ กรีดลึกลงไปตรงกลางจิตใจของเขา
เมื่อไหร่หนอ ที่ฝันนั้นจะเข้าใกล้ความจริงเสียที เขาท้อใจกับการเฝ้ารอว่าวันนั้นจะมาถึงแน่ๆ เต็มทนแล้ว
 
เมื่อแรกเดิมที ชายอนาคตไกลคนนึง ได้รับจดหมายจากผู้ญิงตัวเล็กๆ ที่ต้องดูแลผืนนาอยู่เพียงลำพังกับสามี
แม่ของเขาเอง จดหมายฉบับนั้น บอกเพียงสั้นๆว่า ตอนนี้เธอไม่มีใครแล้ว เพราะคู่ชีวิตที่ต่อสู้ด้วยกันมา
กำลังกลับไปสู่รากเหง้าของแหล่งกำเนิด
 
กลับ ไปสู่ผืนแผ่นดินของบ้านเกิด รากเหง้าของความอุดมสมบูรณ์ของชาวไทย
กลับไปเติมเต็มแผ่นดินของพ่อ
 
ซันนี่ ไม่ใช้เวลาแม้แต่สักชั่วลมหายใจในการเปลี่ยนทางเดินชีวิต
เขาลาออกจากงาน แล้วตีตั๋วไปยังผืนดินซึ่งผู้ญิงอันเป็นที่รักของเขารออยู่เพียงลำพัง
ภาพที่เขาเห็นเมื่อเหยียบลงบนผืนดิน คือแผ่นนาที่แห้งแล้ง และแข็งกรัง
เขาแทบไม่อยากจะเชื่อว่า นี่คือแผ่นดินผืนเดียวกับท้องนาอันเขียวชอุ่ม เมื่อเขาจากมา
ถึงกระนั้น ก็ไม่ได้ลดทอนหัวใจที่อยากจะทำให้ผืนดินแผ่นใหญ่นี้ กลับมามีชีวิตอีกครั้ง
 
จากวัน เป็นอาทิตย์
อาทิตย์ เป็นเดือน
และอีกหลายๅเดือน
 
ทุกๆวัน ซันนี่ เฝ้าแต่คิดว่า พรุ่งนี้ ฝนจะต้องตก
มันคงจะตกจริงๆเสียทีใช่มั้ย
ตกมา เพื่อให้ชีวิตที่นี่ สู้ต่อไปได้อีกครั้ง
แต่เหมือนว่าความจริงนั้น ไม่เคยเข้ามาเฉียดใกล้ตัวของเขาเลย
สิ่งเดียวที่ยึดให้เขายังคงเชื่อมั่น คือรูปของพ่อหลวง ที่ถูกวางไว้สูงสุดในบ้านหลังโทรมๆ
รุปที่เก่า แต่มีพลังสำหรับซันนี่และครอบครัว
 
 
แล้วลมก็พัดแรงขึ้น
แล้วกลิ่นของไอฝนก็เริ่มโชยมา
แล้วท้องฟ้าก็เริ่มขมวดตัวเป็นปม แน่นขึ้นเรื่อยๆ
น้ำเม็ดแรกที่ถูกกลั่นออกจากท้องนภา ปลิวลงมา และหยุดลงที่ตาของเขา
พร้อมๆกับน้ำอีกจำนวนนึงที่อยู่ๆแล้ว

เขาร้องไห้ออกมา พร้อมกับซาบซึ้งในศรัทธา ที่เขาเองยังรักษามันไว้ได้
พลังแห่งความเชื่อมั่น มีอำนาจอันยิ่งใหญ่ ขึ้นอยุ่กับใครจะรอสิ่งนั้น หรือเดินหนีจากไป
หากแต่ศรัทธาของซันนี่ ไม่เคยเปลี่ยนไปจากวันที่ได้ฟังคำสอนของจากพ่อของแผ่นดิน
เขายังคงยึดมั่น และไม่มีแม้สักครั้ง ที่มันจะสั่นคลอนไปได้...